ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ธันวาคม 16, 2017, 07:18:06 AM

 
ข่าว: ++++ ตอนนี้เปิดเอกสารแนบต่างๆ ดูได้แม้ยังไม่ได้ Log in ก่อนก็ตามนะครับ ++++

  หน้าแรก  • ช่วยเหลือ  • ค้นหา  • เข้าสู่ระบบ  • สมัครสมาชิก
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: เบิกฟ้า 5 (170809) พัฒนาการกฎหมายการบินในปีนี้ (พ.ศ. 2552)  (อ่าน 8693 ครั้ง)
ประเสริฐ ป้อมป้องศึก
Jr. Member
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 66


« เมื่อ: สิงหาคม 17, 2009, 11:05:23 AM »

ปี พ.ศ. 2552 นับเป็นปีที่มีพัฒนาการกฎหมายการบินระหว่างประเทศ ปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรมมากที่สุดปีหนึ่ง
โดยมีเรื่องที่ต้องติดตามดูอย่างน้อย 3 เรื่อง ดังนี้
1) กฎหมายละเมิดด้านการบิน
ประเด็นนี้มีอนุสัญญาออกมาใหม่ 2 ฉบับ
ฉบับแรก คือ Convention on Compensation for Damage Caused by Aircraft to Third Parties
โดยมีชื่อเล่นอย่างเป็นทางการว่า General Risks Convention และเรียกโดยย่อว่า "GRC"
ฉบับที่สอง คือ Convention on Compensation for Damage to Third Parties, Resulting from Acts of Unlawful Interference involving Aircraft
โดยมีชื่อเล่นอย่างเป็นทางการว่า Unlawful Interference Convention และเรียกโดยย่อว่า "UIC"
อนุสัญญาทั้งสองฉบับนี้ได้จัดทำขึ้นอันสืบเนื่องมาจากสภาพปัญหาสามประการ คือ
ประการแรก อนุสัญญาเดิมในเรื่องนี้ คือ อนุสัญญาโรม ค.ศ. 1952 และพิธีสารมอนตริออล ค.ศ. 1978 มีหลักการที่ไม่เป็นที่ยอมรับกัน
สังเกตได้จากการมีรัฐภาคีน้อยมากๆ จนเกือบจะไม่มีผลใช้บังคับในทางปฏิบัติเลย และที่น่าขันอย่างยิ่ง คือเมื่อเกิดเหตุการณ์ "11 กันยา"
กลับมีบางประเทศเข้าเป็นภาคีเพื่อจะลดความรับผิดของสายการบินของตน
ประการที่สอง เมื่อปี ค.ศ. 1999 ได้มีการจัดทำอนุสัญญามอนตริออล สำหรับความรับผิดของสายการบินในส่วนที่เกี่ยวกับสัญญารับขน ทั้งคนโดยสาร สัมภาระ และของ
ซึ่งเป็นการเพิ่มระดับความคุ้มครองผู้บริโภคที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งทางอากาศเป็นอย่างมากจนล้ำหน้ากฎหมายสำหรับความรับผิดต่อบุคคลที่สาม หากปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้ ก็จะเป็นความอยุติธรรมโดยผลของกฎหมายเสียเอง ทั้งนี้ เหตุผลง่ายๆ ที่ไม่ค่อยมีคนพูดกัน คือ บุคคลที่สามซึ่งไม่รู้เรื่องรู้ราวกับเที่ยวบินนั้นๆ เลย สมควรได้รับความคุ้มครองยิ่งกว่าผู้โดยสารที่ได้ประโยชน์จากเที่ยวบินนั้นๆ (วิ.คุ้มครองผู้บริโภคของไทยก็ไม่สมเหตุสมผลในประเด็นนี้เช่นกัน)
ประการที่สาม การเกิดเหตุการณ์ "11 กันยา" ที่มีการยึดอากาศยานโดยมิชอบด้วยกฎหมายไปพุ่งชนอาคารเวิร์ดเทรด ที่นิวยอร์ก จะเห็นได้ว่าบุคคลที่อยู่ในตึกนั้นเป็นบุคคลที่สามที่มิได้เกี่ยวข้องกับเที่ยวบินเหล่านั้นเลย กลับต้องมารับเคราะห์จากกิจกรรมการบิน แม้ว่าจะเป็นการก่อการร้ายก็ตาม
ด้วยสภาพปัญหาดังว่านี้ ทำให้ในที่สุดแล้วที่ประชุมทางการทูต ณ เมืองมอนตริออล ระหว่างวันที่ 20 เม.ย. - 2 พ.ค. ค.ศ. 2009 ได้จัดทำอนุสัญญาแยกเป็น 2 ฉบับข้างต้น
โดย GRC จะเป็นกฎหมายสำหรับความเสียหายที่เกิดจากภัยการบินทั่วไป ส่วน UIC จะเป็นกฎหมายสำหรับความเสียหายที่เกิดจากภัยก่อการร้าย

2) การเพิ่มเพดานการจำกัดความรับผิดตามอนุสัญญามอนตริออล ค.ศ. 1999
ข้อ 24 แห่งอนุสัญญามอนตริออล ค.ศ.1999 กำหนดว่า
"the limits of liability . . . shall be reviewed by the Depositary at five-year intervals, the first such review to take place at the end of the fifth year following the date of entry into force of this Covention . . . by reference to to an inflation factor which corresponds to the accumulated rate of inflation since . . . the date of entry into force of the Convention."
กล่าวโดยย่อก็คือ การจำกัดความรับผิดภายใต้อนุสัญญามอนตริออล จะต้องมีการทบทวนเมื่อครบ 5 ปีของวันมีผลบังคับใช้อนุสัญญา หากปัจจัยเงินเฟ้อได้เพิ่มขึ้นเกินกว่าร้อยละ 10
ณ ปัจจุบัน ICAO ได้ศึกษาแล้วพบว่าปัจจัยเงินเฟ้อตามที่กำหนดไว้ในอนุสัญญาได้เพิ่มขึ้นเกินกว่าร้อยละ 10 แล้ว
จึงได้มีหนังสือแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับเพดานความรับผิดที่เพิ่มสูงขึ้น มายังรัฐภาคีและรัฐนอกภาคีด้วย
โปรดดูคำอธิบายของ อ.สิทธินัย http://www.airandspaceclub.com/forum/index.php?topic=398.0

+++

3) การปรับปรุงกฎหมายอาญาด้านการบิน
สืบเนื่องจากเหตุการณ์ก่อวินาศกรรมเมื่อวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001นักกฎหมายการบินคงได้มานั่งทบทวนว่าระบบกฎหมายอาญาด้านการบินนั้นมีจุดอ่อนอะไรบ้าง
ซึ่งก็พบว่ากิจกรรมขั้นตระเตรียมก่อนลงมือกระทำความผิดนั้น ยังไม่มีฐานความผิดทางอาญา ด้วยเหตุนี้ การสนับสนุนเงินให้เตรียมการก่อวินาศกรรม การฝึกบินเพื่อจะไปก่อวินาศกรรม
หรือการร่วมกันวางแผนเพื่อไปก่อวินาศกรรม จึงไม่เป็นการกระทำความผิดอาญาแต่อย่างใด
ดังนั้น ICAO จึงได้จัดทำร่างพิธีสารแก้ไขเพิ่มเติมอนุสัญญาเฮก ค.ศ. 1970 และอนุสัญญามอนตริออล ค.ศ. 1971 ขึ้นมาเพื่ออุดช่องว่างกฎหมายในประเด็นเช่นว่านี้
โดยมีสาระสำคัญหลักคือ สร้างฐานความผิดในขั้นตระเตรียม ซึ่งรวมถึงการสบคบกันเพื่อเตรียมการก่อวินาศกรรมด้วย (Conspiracy)
ถึงแม้ว่าทฤษฎีกฎหมายเรื่อง Conspiracy ของ Common Law กับ Civil Law จะแตกต่างกัน โดยที่Common Law ใช้องค์ประกอบเรื่อง "Agreement"
ส่วน Civil Law ใช้องค์ประกอบเรื่อง "Contribution" แต่ในการจัดทำร่างกฎหมายของ ICAO ก็ได้สร้างบรรบัญญัติไว้รองรับการใช้กฎหมายของทั้งสองระบบไว้แล้ว
นอกจากนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าวยังได้เพิ่มฐานความผิดเกี่ยวกับการขนส่งอาวุธที่อนุภาพทำลายร้างรุนแรงที่เรียกกันว่า "weapons of mass destruction" ไว้ด้วย
น่าจะเป็นที่คาดหมายได้ว่า ร่างพิธีสารฉบับนี้คงจะผ่านที่ประชุมทางการทูตค่อนข้างแน่นอน เหลือแต่เพียงคำถามว่า "เมื่อไร" เท่านั้นเอง

+++

ปล. แล้วจะมาเขียนต่อนะครับ

 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 15, 2009, 02:45:58 PM โดย White-arm Commoner » บันทึกการเข้า
Khajornsak@Ram09
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 45


« ตอบ #1 เมื่อ: สิงหาคม 17, 2009, 11:40:08 PM »

เป็นประโยชน์มากเลยครับ รอติดตามครับอาจารย์
บันทึกการเข้า
ประเสริฐ ป้อมป้องศึก
Jr. Member
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 66


« ตอบ #2 เมื่อ: กันยายน 02, 2009, 11:45:11 AM »

แบ่งเวลามาเขียนไม่ได้เลย ขอโทษทุกท่านนะครับ 
เมื่อวาน ท่าน อ.สมชาย พูดเรื่องการผลิตอากาศยาน นั่น ผมว่าน่าสนใจหลายประเด็น
ที่ดูง่ายที่สุดสำหรับนักกฎหมาย คือ เรื่องคุณสมบัติของผู้ขอใบอนุญาต
เรื่องนี้เป็นนโยบายกฎหมาย ไม่เกี่ยวกับเทคนิคมากนัก
ผมเห็นว่านำไปทำวิทยานิพนธ์ต่อไปได้
Ownership and Control

ใครสนใจก็ดูๆ ไว้นะครับ

 
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2008, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!